บทความ

วิธีเตรียมตัวติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน ทำยังไง? ต้องเดินไฟใหม่ไหม?

ติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน ทำยังไง

ยุคนี้ใคร ๆ ก็หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น ซึ่งการติดตั้ง EV Charger ที่บ้านถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย แถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว แต่สำหรับมือใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่วงการรถ EV สิ่งแรกที่ต้องคิดและวางแผนให้ชัวร์ คือเราต้องเตรียมตัวยังไง? แล้วระบบไฟเดิมที่บ้านใช้ได้เลยไหม หรือต้องเดินไฟใหม่? วันนี้ Leetech มีคำตอบพร้อมเช็กลิสต์เตรียมความพร้อมแบบเข้าใจง่ายมาฝากกัน เพื่อให้การชาร์จรถไฟฟ้าของคุณปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด 

เช็กลิสต์สำคัญก่อนติดตั้งที่ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน 

ก่อนที่คุณจะตัดสินใจติดตั้ง EV Charger สิ่งสำคัญอันดับแรก คือการประเมินความพร้อมของระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เพื่อป้องกันปัญหากระแสไฟเกินและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุทางไฟฟ้า โดยมีจุดสำคัญที่ต้องตรวจสอบดังนี้ 

  • เช็กประเภทไฟบ้าน บ้านทั่วไปมักเป็นระบบไฟ 1 เฟส แต่หากต้องการชาร์จได้เร็วขึ้น ระบบไฟ 3 เฟส จะตอบโจทย์และรองรับกำลังไฟได้สูงกว่า
  • ตรวจสอบขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า มิเตอร์บ้านทั่วไปส่วนใหญ่จะเป็นขนาด 5(15)A หรือ 15(45)A ซึ่งไม่เพียงพอ แนะนำว่า ควรเปลี่ยนเป็นขนาด 30(100)A สำหรับระบบไฟ 1 เฟส หรืออย่างน้อย 15(45)A สำหรับระบบไฟ 3 เฟส
  • เช็กตู้เมนไฟและเบรกเกอร์ ตู้คอนซูมเมอร์ยูนิต ต้องมีช่องว่างเหลือพอที่จะใส่ Circuit Breaker แยกต่างหากสำหรับการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า 
  • เช็กระบบสายดิน ระบบสายดินมีความสำคัญมากต่อความปลอดภัย สายดินของระบบชาร์จรถไฟฟ้าต้องได้มาตรฐานตามที่การไฟฟ้ากำหนด และควรแยกหลักดินเฉพาะหากจำเป็น
  • เช็กตำแหน่งติดตั้ง Wall Charger ควรเลือกจุด Wall Charger ในบริเวณช่องจอดรถที่มีหลังคาปกคลุมเพื่อป้องกันแดดและฝน และอยู่ใกล้กับตำแหน่งพอร์ตชาร์จของรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อให้สายชาร์จเข้าถึงได้ง่าย 

ติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน ต้องเดินไฟใหม่ไหม? 

จำเป็นต้องเดินสายไฟแยกใหม่เป็นวงจรเฉพาะ แม้ว่าคุณจะไม่ได้เปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า แต่การติดตั้ง EV Charger จะต้องใช้กระแสไฟฟ้าในปริมาณสูงและต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายชั่วโมง การต่อพ่วงไฟจากปลั๊กบ้านทั่วไป หรือใช้สายไฟเดิมในบ้านอาจทำให้เกิดความร้อนสะสม สายไฟละลาย และเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ การไฟฟ้าจึงมีข้อบังคับให้ต้องทำการเดินสายเมนแยกต่างหากออกจากตู้ไฟเดิมตรงไปยังจุดติดตั้งเครื่องชาร์จโดยเฉพาะ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้อยู่อาศัย 

ขั้นตอนเตรียมตัวก่อนติดตั้ง Wall Charger ที่บ้าน 

การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้การทำงานของช่างราบรื่น รวดเร็ว และควบคุมงบประมาณได้ดี มาดู 5 ขั้นตอนสำคัญที่คุณควรทำก่อนเริ่มติดตั้ง Wall Charger กัน 

Wall Charger ที่บ้าน

1. สำรวจพื้นที่จอดรถ 

ตรวจสอบระยะห่างระหว่างจุดที่จะติดตั้งเครื่องชาร์จกับตัวรถยนต์ไฟฟ้า โดยทั่วไปสายชาร์จจะยาวประมาณ 5 – 7 เมตร ควรติดตั้งในบริเวณที่สายเข้าถึงตัวรถได้ง่าย ไม่ตึงหรือหย่อนจนราบไปกับพื้น และควรวางแผนเรื่องการเดินท่อสายไฟ เพื่อความเรียบร้อยและป้องกันสายไฟชำรุดเสียหายจากสภาพแวดล้อม  

2. ตรวจสอบระบบไฟเดิม 

ให้ช่างไฟฟ้าผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบโครงสร้างระบบไฟฟ้าหลักภายในบ้านว่า ตู้เมนไฟฟ้าเดิมยังสามารถรองรับการเพิ่มอุปกรณ์ควบคุมได้หรือไม่ หากต้องมีการปรับเปลี่ยนตู้ใหม่ หรือเพิ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับป้องกัน ช่างจะได้วางแผนจัดเตรียมอุปกรณ์ที่ถูกต้องและปลอดภัยตามมาตรฐาน 

3.. เลือกขนาด EV Charger ให้เหมาะกับรถและบ้าน 

เครื่องชาร์จมีให้เลือกหลายขนาด เช่น 7.4 kW, 11 kW หรือ 22 kW คุณต้องเลือกให้สัมพันธ์กับขนาดมิเตอร์ไฟของบ้านและระบบ On-Board Charger ของรถยนต์ไฟฟ้าของคุณ เพื่อให้ได้ความเร็วในการชาร์จที่คุ้มค่าและปลอดภัยที่สุด

ev charger

4. เตรียมอุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้า 

ความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญ การติดตั้ง Wall Charger จำเป็นต้องมีเครื่องตัดไฟรั่ว (RCD) โดยทั่วไปหากเครื่องชาร์จไม่มี RCD Type B ในตัว ช่างจะต้องติดตั้งเพิ่มที่ตู้ไฟ นอกจากนี้ การร้อยสายไฟเข้าในท่อเดินสายไฟที่มีคุณภาพสูงและทนความร้อน จะช่วยปกป้องระบบไฟจากการแทะของสัตว์ ความชื้น และแรงกระแทกได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย  

ท่อร้อยสายไฟ ลีเทค

5. ให้ช่างผู้เชี่ยวชาญติดตั้งและทดสอบระบบ 

ไม่ควรติดตั้งระบบชาร์จรถไฟฟ้าด้วยตัวเองเด็ดขาด ควรเลือกใช้บริการจากทีมช่างไฟฟ้าผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ เพื่อทำการเดินสายไฟ ติดตั้งเครื่องชาร์จ และทำการทดสอบระบบก่อนเปิดใช้งานจริง เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย 

ติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง? 

นอกเหนือจากราคาของตัวเครื่องชาร์จแล้ว การเตรียมระบบไฟยังมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ ที่ต้องนำมาคำนวณร่วมด้วย ดังนี้  

  • ค่าเครื่องชาร์จรถไฟฟ้า ราคาขึ้นอยู่กับแบรนด์ ฟังก์ชันการใช้งาน และกำลังวัตต์ (kW) 
  • ค่าเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าใหม่ ค่าธรรมเนียมและค่าปรับปรุงสายเมนเข้าบ้านที่ต้องชำระให้กับการไฟฟ้า (MEA หรือ PEA)
  • ค่าอุปกรณ์ป้องกันและสายไฟ ค่า Circuit Breaker, เครื่องตัดไฟรั่ว (RCD), สายไฟเฉพาะทาง (เช่น สาย CV หรือ NYY) และท่อร้อยสายไฟคุณภาพดี
  • ค่าแรงช่างไฟ ค่าบริการในการสำรวจหน้างาน เดินระบบสายไฟ และติดตั้งเครื่องชาร์จให้ได้มาตรฐาน 

ข้อควรระวังเมื่อติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน 

  • อย่าใช้ปลั๊กพ่วงกับการชาร์จรถ EV ปลั๊กพ่วงทั่วไปไม่ได้ถูกออกแบบมา เพื่อรองรับกระแสไฟสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน มีความเสี่ยงต่อการเกิดความร้อนสูงและไฟไหม้ได้ง่ายมาก
  • อย่าติดตั้งในจุดที่เสี่ยงน้ำขังหรือโดนฝนโดยตรง แม้ตัวเครื่องชาร์จจะมีมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น (IP Rating) แต่การติดตั้งในที่ร่มหรือมีหลังคาคลุมจะช่วยยืดอายุการใช้งาน และปลอดภัยกว่า
  • อย่าละเลยการตรวจระบบสายดิน ต้องมั่นใจว่า ค่าความต้านทานดินได้มาตรฐานตามที่การไฟฟ้ากำหนด เพื่อให้ระบบตัดไฟทำงานได้ทันทีเมื่อเกิดไฟรั่ว 
  • อย่าเลือก Wall Charger จากราคาถูกอย่างเดียว ควรเลือกแบรนด์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล มีการรับประกัน และมีศูนย์บริการที่น่าเชื่อถือในไทย  

ชาร์จรถไฟฟ้าที่บ้าน

สรุปบทความ 

การติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพียงแค่ต้องมีการวางแผนและเตรียมระบบไฟฟ้าให้พร้อมเพื่อความปลอดภัยสูงสุด การตรวจสอบขนาดมิเตอร์ ตู้ไฟ และการเดินสายไฟแยกวงจรต่างหากเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่สำคัญ อย่าลืมเลือกใช้อุปกรณ์ร้อยสายไฟที่ได้มาตรฐานและมีความทนทานสูงจาก Leetech เพื่อให้ระบบไฟฟ้าในบ้านของคุณปลอดภัย มั่นคง และพร้อมต้อนรับนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตได้อย่างไร้กังวล 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ติดตั้ง Wall Charger ใช้ปลั๊กบ้านทั่วไปได้ไหม? 

ไม่แนะนำ แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะมีสายชาร์จฉุกเฉินที่สามารถเสียบกับปลั๊กบ้านทั่วไปได้ แต่ก็ควรใช้ในกรณีจำเป็นชั่วคราวเท่านั้น สำหรับการติดตั้ง Wall Charger ถาวรที่ใช้กำลังไฟสูง จำเป็นต้องเดินระบบไฟและมีเบรกเกอร์แยกต่างหากเพื่อความปลอดภัยสูงสุด 

ติดตั้ง EV Charger ที่บ้านต้องขออนุญาตการไฟฟ้าไหม? 

หากคุณต้องทำการเพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า หรือขอเปลี่ยนประเภทมิเตอร์ คุณจำเป็นต้องยื่นเรื่องแจ้งและขออนุญาตจากการไฟฟ้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบระบบไฟและเปลี่ยนมิเตอร์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย  

ติดตั้ง Wall Charger ควรขอเปลี่ยนมิเตอร์ไฟเป็นแบบ TOU ไหม?  

ควร เนื่องจากมิเตอร์แบบ TOU (Time of Use Tariff) จะคิดค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลา ซึ่งหากคุณเลือกชาร์จรถไฟฟ้าในช่วง Off-Peak ค่าไฟจะถูกลงกว่าช่วงเวลาปกติค่อนข้างมาก ช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างคุ้มค่าที่สุด