ยุคนี้ใคร ๆ ก็หันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้ากันมากขึ้น ซึ่งการติดตั้ง EV Charger ที่บ้านถือเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย แถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว แต่สำหรับมือใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่วงการรถ EV สิ่งแรกที่ต้องคิดและวางแผนให้ชัวร์ คือเราต้องเตรียมตัวยังไง? แล้วระบบไฟเดิมที่บ้านใช้ได้เลยไหม หรือต้องเดินไฟใหม่? วันนี้ Leetech มีคำตอบพร้อมเช็กลิสต์เตรียมความพร้อมแบบเข้าใจง่ายมาฝากกัน เพื่อให้การชาร์จรถไฟฟ้าของคุณปลอดภัยและคุ้มค่าที่สุด
ก่อนที่คุณจะตัดสินใจติดตั้ง EV Charger สิ่งสำคัญอันดับแรก คือการประเมินความพร้อมของระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เพื่อป้องกันปัญหากระแสไฟเกินและลดความเสี่ยงที่อาจเกิดอุบัติเหตุทางไฟฟ้า โดยมีจุดสำคัญที่ต้องตรวจสอบดังนี้
จำเป็นต้องเดินสายไฟแยกใหม่เป็นวงจรเฉพาะ แม้ว่าคุณจะไม่ได้เปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้า แต่การติดตั้ง EV Charger จะต้องใช้กระแสไฟฟ้าในปริมาณสูงและต่อเนื่องเป็นเวลานานหลายชั่วโมง การต่อพ่วงไฟจากปลั๊กบ้านทั่วไป หรือใช้สายไฟเดิมในบ้านอาจทำให้เกิดความร้อนสะสม สายไฟละลาย และเกิดไฟฟ้าลัดวงจรได้ การไฟฟ้าจึงมีข้อบังคับให้ต้องทำการเดินสายเมนแยกต่างหากออกจากตู้ไฟเดิมตรงไปยังจุดติดตั้งเครื่องชาร์จโดยเฉพาะ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้อยู่อาศัย
การเตรียมตัวที่ดีจะช่วยให้การทำงานของช่างราบรื่น รวดเร็ว และควบคุมงบประมาณได้ดี มาดู 5 ขั้นตอนสำคัญที่คุณควรทำก่อนเริ่มติดตั้ง Wall Charger กัน

ตรวจสอบระยะห่างระหว่างจุดที่จะติดตั้งเครื่องชาร์จกับตัวรถยนต์ไฟฟ้า โดยทั่วไปสายชาร์จจะยาวประมาณ 5 – 7 เมตร ควรติดตั้งในบริเวณที่สายเข้าถึงตัวรถได้ง่าย ไม่ตึงหรือหย่อนจนราบไปกับพื้น และควรวางแผนเรื่องการเดินท่อสายไฟ เพื่อความเรียบร้อยและป้องกันสายไฟชำรุดเสียหายจากสภาพแวดล้อม
ให้ช่างไฟฟ้าผู้เชี่ยวชาญเข้ามาตรวจสอบโครงสร้างระบบไฟฟ้าหลักภายในบ้านว่า ตู้เมนไฟฟ้าเดิมยังสามารถรองรับการเพิ่มอุปกรณ์ควบคุมได้หรือไม่ หากต้องมีการปรับเปลี่ยนตู้ใหม่ หรือเพิ่มอุปกรณ์ไฟฟ้าสำหรับป้องกัน ช่างจะได้วางแผนจัดเตรียมอุปกรณ์ที่ถูกต้องและปลอดภัยตามมาตรฐาน
เครื่องชาร์จมีให้เลือกหลายขนาด เช่น 7.4 kW, 11 kW หรือ 22 kW คุณต้องเลือกให้สัมพันธ์กับขนาดมิเตอร์ไฟของบ้านและระบบ On-Board Charger ของรถยนต์ไฟฟ้าของคุณ เพื่อให้ได้ความเร็วในการชาร์จที่คุ้มค่าและปลอดภัยที่สุด

ความปลอดภัยคือหัวใจสำคัญ การติดตั้ง Wall Charger จำเป็นต้องมีเครื่องตัดไฟรั่ว (RCD) โดยทั่วไปหากเครื่องชาร์จไม่มี RCD Type B ในตัว ช่างจะต้องติดตั้งเพิ่มที่ตู้ไฟ นอกจากนี้ การร้อยสายไฟเข้าในท่อเดินสายไฟที่มีคุณภาพสูงและทนความร้อน จะช่วยปกป้องระบบไฟจากการแทะของสัตว์ ความชื้น และแรงกระแทกได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย

ไม่ควรติดตั้งระบบชาร์จรถไฟฟ้าด้วยตัวเองเด็ดขาด ควรเลือกใช้บริการจากทีมช่างไฟฟ้าผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะ เพื่อทำการเดินสายไฟ ติดตั้งเครื่องชาร์จ และทำการทดสอบระบบก่อนเปิดใช้งานจริง เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย
นอกเหนือจากราคาของตัวเครื่องชาร์จแล้ว การเตรียมระบบไฟยังมีค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ ที่ต้องนำมาคำนวณร่วมด้วย ดังนี้

การติดตั้ง EV Charger ที่บ้าน ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด เพียงแค่ต้องมีการวางแผนและเตรียมระบบไฟฟ้าให้พร้อมเพื่อความปลอดภัยสูงสุด การตรวจสอบขนาดมิเตอร์ ตู้ไฟ และการเดินสายไฟแยกวงจรต่างหากเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และที่สำคัญ อย่าลืมเลือกใช้อุปกรณ์ร้อยสายไฟที่ได้มาตรฐานและมีความทนทานสูงจาก Leetech เพื่อให้ระบบไฟฟ้าในบ้านของคุณปลอดภัย มั่นคง และพร้อมต้อนรับนวัตกรรมยานยนต์แห่งอนาคตได้อย่างไร้กังวล
ไม่แนะนำ แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะมีสายชาร์จฉุกเฉินที่สามารถเสียบกับปลั๊กบ้านทั่วไปได้ แต่ก็ควรใช้ในกรณีจำเป็นชั่วคราวเท่านั้น สำหรับการติดตั้ง Wall Charger ถาวรที่ใช้กำลังไฟสูง จำเป็นต้องเดินระบบไฟและมีเบรกเกอร์แยกต่างหากเพื่อความปลอดภัยสูงสุด
หากคุณต้องทำการเพิ่มขนาดมิเตอร์ไฟฟ้า หรือขอเปลี่ยนประเภทมิเตอร์ คุณจำเป็นต้องยื่นเรื่องแจ้งและขออนุญาตจากการไฟฟ้า เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้ามาตรวจสอบระบบไฟและเปลี่ยนมิเตอร์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
ควร เนื่องจากมิเตอร์แบบ TOU (Time of Use Tariff) จะคิดค่าไฟฟ้าตามช่วงเวลา ซึ่งหากคุณเลือกชาร์จรถไฟฟ้าในช่วง Off-Peak ค่าไฟจะถูกลงกว่าช่วงเวลาปกติค่อนข้างมาก ช่วยให้คุณประหยัดค่าใช้จ่ายในการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างคุ้มค่าที่สุด