บทความ

สายไฟเสื่อมสภาพ ดูยังไง? เช็กอายุการใช้งานของสายไฟก่อนเสี่ยงอันตราย

สายไฟเสื่อมสภาพ ดูยังไง

รู้หรือไม่ว่า สายไฟเก่าที่ใช้งานมานานหลายปีอาจเป็นภัยเงียบที่ซุกซ่อนอยู่ในบ้าน การปล่อยให้สายไฟเสื่อมสภาพโดยไม่รีบแก้ไข อาจนำไปสู่เหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างไฟฟ้าลัดวงจร หรือเหตุเพลิงไหม้ได้ บทความนี้ Leetech จะพาไปดูกันว่า จะสังเกตสายไฟเสื่อมสภาพ พร้อมทั้งตรวจเช็กอายุการใช้งานของสายไฟ และการดูแลระบบไฟฟ้าให้ปลอดภัยต่อทุกคนในครอบครัว

สายไฟเสื่อมสภาพ มีลักษณะเป็นอย่างไร?

เมื่อผ่านการใช้งานไปสักระยะ วัสดุต่าง ๆ ย่อมมีการเสื่อมถอยตามกาลเวลา สายไฟฟ้าก็เช่นกัน การสังเกตความผิดปกติด้วยตาเปล่าและการสังเกตจากการใช้งานในชีวิตประจำวัน สามารถช่วยให้เรารู้ทันปัญหาความเสื่อมสภาพได้ โดยมีจุดสังเกตหลัก ๆ ดังนี้

ฉนวนสายไฟแตก กรอบ หรือหลุดลอก

วิธีที่ง่ายที่สุดในการเช็ก คือการดูที่ตัวฉนวน หรือพลาสติกหุ้มสายไฟ หากพบว่า ผิวสัมผัสมีความแข็งกระด้าง แตกลายงา หรือหลุดลอกจนสามารถมองเห็นทองแดงด้านใน แสดงว่าสายไฟเส้นนั้นหมดสภาพในการเป็นฉนวนป้องกันกระแสไฟฟ้ารั่วแล้ว ควรรีบให้ช่างเข้ามาดำเนินการแก้ไขทันที

สายไฟเปลี่ยนสี มีกลิ่นไหม้ หรือมีรอยละลาย

หากพบว่า สายไฟมีสีซีดจาง มีรอยด่างดำคล้ำ หรือรอยละลายผิดรูป โดยเฉพาะบริเวณใกล้จุดเชื่อมต่อต่าง ๆ รวมถึงการได้ยินเสียงดังแปลก ๆ หรือได้กลิ่นเหม็นไหม้ขณะใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้า อาการเหล่านี้คือสัญญาณที่บ่งบอกถึงความร้อนสะสมที่มากเกินไป

เต้ารับ สวิตช์ หรือปลั๊กไฟมีรอยดำ

แม้ว่าตัวสายไฟส่วนใหญ่จะถูกซ่อนอยู่ในผนัง แต่ก็สามารถสังเกตความผิดปกติได้จากจุดเชื่อมต่อภายนอก หากเต้ารับ หรือสวิตช์ไฟมีรอยเขม่าดำ รอยไหม้ หรือพลาสติกรอบ ๆ มีการบิดเบี้ยวผิดรูป เพราะอาจมีสาเหตุมาจากความร้อนที่เกิดจากสายไฟด้านในเสื่อมสภาพ หรือการเชื่อมต่อที่หลวมจนเกิดประกายไฟได้

ไฟตก ไฟกะพริบ เบรกเกอร์ตัดบ่อย

หากพบปัญหาไฟตก หรือไฟกะพริบบ่อย ๆ โดยที่ไม่ได้เกิดจากระบบของการไฟฟ้า หรือเบรกเกอร์ตัดการทำงานบ่อยครั้งโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความผิดปกติของระบบการจ่ายไฟ ซึ่งอาจเกิดจากสายไฟเก่าที่นำไฟฟ้าได้ไม่ดีเหมือนเดิม หรือเกิดกระแสไฟรั่วได้ในบางจุด

ไฟตก

สายไฟมีอายุการใช้งานนานแค่ไหน

โดยทั่วไปแล้ว อายุการใช้งานสายไฟที่ติดตั้งภายในอาคารบ้านเรือน ซึ่งมักเป็นสายทองแดงหุ้มฉนวน PVC จะมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 15 – 20 ปี หากติดตั้งถูกต้องและใช้งานในสภาวะปกติ แต่อายุการใช้งานอาจยาวนานขึ้น หรือสั้นลงได้ ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม 

ทั้งนี้ หากมีดูแลรักษาและติดตั้งอย่างถูกต้อง เช่น การใช้ท่อเดินสายไฟ เพื่อป้องกันความร้อน และสัตว์กัดแทะ ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานออกไปได้นานยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม หากสายไฟมีอายุเข้าใกล้ 15 – 20 ปี เจ้าของบ้านก็ควรเริ่มให้ความสำคัญกับการตรวจสอบระบบไฟฟ้าอย่างละเอียดเพื่อความปลอดภัย

สาเหตุที่ทำให้สายไฟเก่าเสื่อมสภาพเร็ว

แม้จะเลือกใช้สายไฟที่มีคุณภาพสูง แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่เข้ามาเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ทำให้สายไฟเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งปัจจัยหลัก ๆ ได้แก่

  • ความร้อนสะสม และการใช้งานไฟเกินโหลด การเสียบใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าที่กินไฟสูงพร้อม ๆ กันเกินกว่าที่สายไฟจะรองรับไหว จะทำให้เกิดความร้อนสะสมบริเวณสายไฟและจุดต่อต่าง ๆ ส่งผลให้ฉนวนพลาสติกละลายและเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็ว
  • ความชื้น น้ำรั่วและสภาพแวดล้อม ความชื้นและละอองน้ำเป็นศัตรูตัวร้ายของระบบไฟฟ้า หากสายไฟต้องสัมผัสกับความชื้นเป็นประจำโดยไม่มีการป้องกันที่ดี น้ำอาจซึมเข้าไปถึงแกนทองแดงด้านใน ทำให้เกิดสนิมเขียว ประสิทธิภาพในการนำไฟฟ้าลดลง และเสี่ยงต่อการเกิดไฟลัดวงจร
  • การติดตั้งไม่ได้มาตรฐาน การติดตั้งที่ผิดวิธีตั้งแต่ต้น เช่น การหักงอสายไฟเกินรัศมีที่กำหนด การเข้าหัวต่อไม่แน่น หรือการเลือกขนาดสายไฟไม่สัมพันธ์กับปริมาณการใช้ไฟ ล้วนส่งผลให้อายุการใช้งานสายไฟลดลงอย่างรวดเร็ว
  • อันตรายจากสัตว์ฟันแทะ ปัญหายอดฮิตสำหรับบ้านที่ไม่ได้เดินท่อสายไฟ คือการถูกหนู หรือสัตว์ฟันแทะเข้ามากัดแทะฉนวนหุ้มสายไฟจนขาดแหว่ง ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ที่ทำให้เกิดความเสียหายและอันตรายจากไฟฟ้ารั่วได้

แชร์เทคนิคป้องกันสายไฟเสื่อมสภาพ ลดความเสี่ยงไฟฟ้าลัดวงจร

การป้องกันย่อมดีกว่าการตามแก้ปัญหาภายหลัง เราสามารถยืดอายุการใช้งาน และลดความเสี่ยงจากความเสื่อมสภาพของสายไฟได้ด้วยเทคนิคง่าย ๆ ดังต่อไปนี้

  • เลือกสายไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน ควรเลือกใช้สายไฟที่ได้รับมาตรฐาน มอก. รวมถึงเลือกใช้ อุปกรณ์ไฟฟ้า และสวิตช์ปลั๊กต่าง ๆ ที่มีคุณภาพสูง ทนความร้อนได้ดี เพื่อให้ระบบไฟฟ้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยในระยะยาว
  • ไม่ใช้ปลั๊กพ่วงเกินกำลัง หลีกเลี่ยงการเสียบเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กำลังวัตต์สูง ๆ ร่วมกันในปลั๊กพ่วงตัวเดียว และควรคำนวณโหลดการใช้ไฟให้เหมาะสม เพื่อไม่ให้สายไฟต้องทำงานหนักจนเกิดความร้อนสะสม
  • ตรวจระบบไฟฟ้าเป็นประจำ สำหรับบ้านที่มีอายุเกิน 10 – 15 ปี ควรตรวจสอบระบบไฟฟ้าอย่างละเอียดทุก ๆ 1 – 2 ปี เพื่อตรวจหาจุดที่สายไฟชำรุด หรือจุดเชื่อมต่อที่หลวมและเสี่ยงต่อการเกิดอันตราย
  • ติดตั้งสายดินและเครื่องตัดไฟรั่ว การติดตั้งระบบสายดินและอุปกรณ์ป้องกันไฟดูด ไฟรั่ว จะช่วยตัดกระแสไฟฟ้าโดยอัตโนมัติเมื่อเกิดความผิดปกติ ช่วยป้องกันอันตรายถึงชีวิตและทรัพย์สินได้

อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้มาตรฐาน

Leetech ตัวช่วยดูแลระบบไฟฟ้า ลดความเสี่ยงจากสายไฟเก่าในบ้าน

เพื่อให้ระบบไฟฟ้าในบ้านมีความปลอดภัย และยืดอายุการใช้งานสายไฟให้อยู่คู่บ้านไปอีกนาน การเลือกใช้อุปกรณ์ติดตั้งที่ได้มาตรฐานจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง Leetech พร้อมเป็นผู้ช่วยดูแลระบบไฟฟ้า ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ออกแบบมาเพื่อปกป้องสายไฟจากปัจจัยแวดล้อม ทั้งความร้อน ความชื้น และสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะกล่องพักสายไฟ ที่ช่วยให้การจัดเก็บและต่อสายไฟเป็นระเบียบ ปลอดภัย ลดความเสี่ยงในการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร หมดกังวลเรื่องปัญหาสายไฟและอันตรายจากระบบไฟฟ้าที่ไม่เสถียร

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ใช้เทปพันสายไฟซ่อมสายไฟแตกได้ไหม?

หากฉนวนสายไฟมีการแตก หรือฉีกขาด การใช้เทปพันสายไฟพันทับไว้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าชั่วคราวเท่านั้น ไม่สามารถทนต่อความร้อนสูง หรือป้องกันไฟรั่วได้เต็มประสิทธิภาพในระยะยาว หากพบรอยแตก หรือชำรุด ควรให้ช่างไฟทำการตัดต่อสายไฟใหม่ หรือเปลี่ยนสายไฟเส้นนั้นทิ้งเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

บ้านเก่าควรตรวจระบบไฟฟ้าบ่อยแค่ไหน?

บ้านที่มีอายุการใช้งานเกิน 15 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจสอบระบบไฟฟ้าอย่างน้อยทุก ๆ 1 – 2 ปี โดยให้ช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาประเมินสภาพฉนวน รอยไหม้ตามจุดต่อ และการทำงานของเบรกเกอร์ เพื่อดูว่ามีจุดไหนที่สายไฟเสื่อมสภาพและต้องได้รับการเปลี่ยนใหม่

ถ้าฉนวนภายนอกยังดูดีอยู่ จำเป็นต้องเปลี่ยนสายไฟตามอายุการใช้งานไหม?

แม้ว่าฉนวนภายนอกจะมองดูด้วยตาเปล่าว่ายังอยู่ในสภาพปกติ แต่เนื้อพลาสติกอาจสูญเสียความยืดหยุ่นและคุณสมบัติความเป็นฉนวนไปแล้วตามอายุการใช้งาน นอกจากนี้ สภาพทองแดงด้านในอาจเสื่อมประสิทธิภาพจากการใช้งานหนักมาเป็นเวลานาน หากสายไฟมีอายุเกิน 15 – 20 ปี ควรให้ช่างไฟใช้เครื่องมือประเมินอย่างละเอียดเพื่อพิจารณาการปรับปรุงระบบไฟฟ้าใหม่ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้