การติดตั้งระบบไฟฟ้าภายในอาคาร ไม่ว่าจะเป็นบ้านพักอาศัย อาคารสำนักงานหรือโรงงานอุตสาหกรรม ความปลอดภัยถือเป็นหัวใจสำคัญสูงสุด ดังนั้นการเดินสายไฟอย่างถูกวิธีตามมาตรฐานการเดินสายไฟในราง จึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้าม เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากไฟฟ้าลัดวงจรหรือปัญหาอื่น ๆ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ระบบไฟฟ้าทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้งานนั่นเอง ในบทความนี้จะพาคุณไปทำความดูว่า มาตรฐานการเดินรางสายไฟที่คุณควรปฏิบัติตาม มีอะไรบ้าง
ก่อนจะลงลึกถึงมาตรฐานการเดินสายไฟในราง สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจข้อกำหนดพื้นฐานของการเดินรางสายไฟ ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปที่ช่วยสร้างความปลอดภัยเบื้องต้นในการติดตั้งระบบไฟฟ้า ดังนี้
เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการรบกวนสัญญาณ ไม่ควรติดตั้งสายไฟสำหรับระบบแรงดันต่ำ (Low Voltage) รวมกับสายไฟระบบแรงดันสูง (High Voltage) ในช่องเดินสายหรือท่อร้อยสายไฟเดียวกัน เว้นแต่จะอยู่ในตู้ควบคุม (แผงสวิตช์) หรือเปลือกห่อหุ้มที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการเดินสายเท่านั้น
สามารถติดตั้งสายไฟกระแสสลับ (AC) และกระแสตรง (DC) ร่วมกันได้ หากฉนวนหุ้มสายไฟของทุกเส้นมีความสามารถในการทนแรงดันไฟฟ้าได้เท่ากับหรือสูงกว่าค่าแรงดันสูงสุดที่ใช้งานในระบบนั้น ๆ
เมื่อต้องเจาะรูผ่านโครงสร้างที่เป็นไม้เพื่อร้อยสายไฟ ต้องแน่ใจว่ารูนั้นอยู่ห่างจากขอบของโครงสร้างไม้อย่างน้อย 30 มิลลิเมตร เพื่อป้องกันความเสียหายต่อสายไฟหากมีการตอกตะปูหรือเจาะในบริเวณใกล้เคียง
กรณีใช้สายเคเบิลแกนเดียวที่มีเปลือกนอก (Sheathed Single-Core Cable) ในการเดินสาย ขนาดของสายต้องไม่เล็กกว่า 25 ตารางมิลลิเมตร เพื่อให้แน่ใจว่าฉนวนและเปลือกนอกมีความหนาเพียงพอที่จะป้องกันความเสียหายทางกายภาพที่อาจเกิดขึ้นได้
สายดินทุกขนาด รวมถึงสายเคเบิลหลายแกนสำหรับระบบควบคุมและสัญญาณ และท่อร้อยสายไฟที่ทำจากโลหะ สามารถติดตั้งวางบนรางเคเบิลได้
หากต้องการติดตั้งท่อร้อยสายไฟชนิดที่ไม่ใช่โลหะ เช่น ท่อ PVC หรือท่อพลาสติกอื่น ๆ บนรางเคเบิล ท่อนั้นจะต้องมีคุณสมบัติในการต้านทานเปลวไฟหรือหน่วงไฟ (Flame retardant) เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในกรณีเกิดอัคคีภัย

ในการออกแบบระบบไฟฟ้าและการเดินรางสายไฟ การเลือกขนาดและชนิดของสายไฟให้เหมาะสมกับหน้างานเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยมีหลักการพิจารณาพื้นฐาน 4 ข้อ ดังนี้
ทั้งนี้ ในการติดตั้ง ปัจจัยแวดล้อมมีผลอย่างมากต่อพิกัดแรงดันและพิกัดกระแส หากอุณหภูมิในบริเวณที่ติดตั้งสายไฟสูงขึ้น จะส่งผลให้ความสามารถในการทนกระแสไฟของสายลดลง นอกจากนี้ การถ่ายเทอากาศก็เป็นสิ่งสำคัญ หากติดตั้งสายไฟในจุดที่อากาศถ่ายเทได้ดี จะช่วยระบายความร้อนได้ดีเยี่ยม แต่หากจุดติดตั้งเป็นมุมอับที่อากาศไม่หมุนเวียน จะทำให้สายไฟสะสมความร้อนและมีค่าพิกัดกระแสสูงกว่าปกตินั่นเอง
สำหรับงานภายนอกอาคารที่ไม่ได้ใช้วิธีการเดินรางสายไฟ แต่เลือกใช้วิธีการฝังลงดินแทน จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานระยะความลึกขั้นต่ำเพื่อความปลอดภัย ดังนี้
เพื่อให้การติดตั้งสายไฟในรางเป็นไปอย่างปลอดภัย ได้มาตรฐานและใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การติดตั้งการเดินสายไฟในรางก็มีข้อกำหนดที่สำคัญ ดังนี้

การติดตั้งระบบไฟฟ้าอย่างถูกต้องตามมาตรฐานการเดินสายไฟในราง ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับความปลอดภัย แต่ยังเสริมให้ระบบไฟฟ้าทำงานได้เต็มประสิทธิภาพและยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ไฟฟ้าในระยะยาว ตั้งแต่การแยกระบบแรงดัน การติดตั้งบนรางเคเบิลไปจนถึงข้อกำหนดเรื่องการป้องกันไฟลุกลาม ล้วนเป็นสิ่งที่ช่างไฟหรือผู้รับเหมาควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง แต่ถึงแม้จะเดินสายไฟตามมาตรฐานที่กำหนด แต่ถ้าไม่มีอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐานก็อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน
Leetech พร้อมสนับสนุนทุกงานติดตั้งระบบไฟฟ้า ด้วยอุปกรณ์ไฟฟ้าพลาสติกคุณภาพสูง ทั้งท่อร้อยสายไฟและรางเดินสายไฟหลากหลายประเภทที่ผลิตตามมาตรฐานสากล เพื่อให้คุณมั่นใจในทุกการใช้งาน และช่วยให้การติดตั้งระบบไฟฟ้าของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย
ตามมาตรฐานการเดินรางสายไฟ ไม่ควรติดตั้งสายไฟระบบแรงดันต่ำและแรงดันสูงรวมกันในช่องเดินสายเดียวกัน เพื่อความปลอดภัยและป้องกันการรบกวนสัญญาณ เว้นแต่จะมีการติดตั้งแผ่นกั้น (Barrier) ที่ทำจากวัสดุแข็งแรงและทนไฟเพื่อแบ่งแยกพื้นที่ระบบสายไฟทั้งสองออกจากกันอย่างชัดเจน
ความลึกในการฝังสายไฟขึ้นอยู่กับรูปแบบการป้องกัน หากฝังสายเคเบิลลงดินโดยตรงต้องมีความลึกขั้นต่ำ 0.60 เมตร แต่ถ้ามีการเทคอนกรีตหนา 50 มม. ปิดทับ หรือร้อยสายผ่านท่ออโลหะ เช่น HDPE, PVC จะสามารถลดความลึกลงเหลือ 0.45 เมตรได้ และหากร้อยผ่านท่อโลหะหนาที่มีความแข็งแรงสูง จะฝังที่ความลึกขั้นต่ำเพียง 0.15 เมตรได้
สภาพแวดล้อม โดยเฉพาะอุณหภูมิและการระบายอากาศ มีผลโดยตรงต่อการทนกระแสไฟของสายไฟฟ้า หากติดตั้งหรือเดินรางสายไฟในบริเวณที่อับชื้น อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือมีอุณหภูมิสูง จะทำให้สายไฟสะสมความร้อน ส่งผลให้พิกัดกระแสลดลง รองรับไฟฟ้าได้น้อยลงจากปกติ จึงต้องนำปัจจัยเหล่านี้มาคำนวณเพื่อเลือกขนาดสายไฟให้ปลอดภัยและได้มาตรฐาน